ถ้าเอ่ยชื่อ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์: หมัดดุสไตล์ลูกทุ่ง กับเส้นทางแชมป์โลกที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ภาพที่เด้งขึ้นมาในหัวแฟนมวยหลายคนคือชายร่างไม่ใหญ่มาก หน้าตาบ้าน ๆ ผมบ๊อบหน่อย ๆ ยืนในท่าซ้ายการ์ดสูง ดวงตานิ่ง แต่ในหมัดนั้นคือแรงอัดระดับ “ซ้ายทลายโลก” ที่ทำให้ทั้งเวทีลุมพินีและสังเวียนมวยสากลโลกต้องจำชื่อเขาให้ดี เพราะนี่คือคนที่คว้าแชมป์โลก WBC รุ่นซูเปอร์ไลต์เวตได้ตั้งแต่ไฟต์ที่ 3 ของชีวิตมวยสากลอาชีพ กลายเป็นสถิติระดับโลกที่ยืนยาวมาหลายสิบปี

ยุคที่แสนศักดิ์ดังจัด ๆ คนไทยยังต้องเฝ้าทีวีจอตู้หนา ๆ เสียงแตก ๆ นั่งกอดเข่าหน้าจอรอผลชกกันทั้งบ้าน สมัยนี้เราดูมวยกันบนจอมือถือ คุยกันในโซเชียล แล้วพอดูมวยจบ หลายคนยังต่ออารมณ์ลุ้นไปกับกีฬาอื่นหรือเกมออนไลน์ต่ออีก ใครเป็นสายเชียร์ที่อยากขยับไปเป็น “สายลุ้น” ด้วยตัวเองบ้าง ก็มีแพลตฟอร์มแนวกีฬาที่เข้าไปลองศึกษาอย่าง สมัคร UFABET ได้เหมือนกัน แต่จำไว้ก่อนเลย ว่าเล่นอะไรสนุกได้ แต่อย่าเล่นจนชีวิตการเงินโดนน็อกเหมือนโดนซ้ายแสนศักดิ์ก็แล้วกัน 😅
เด็กบ้านเพชรบูรณ์ที่โตมากับดิน ฝุ่น และสังเวียน
แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ มีชื่อจริงว่า บุญส่ง มั่นศรี เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2493 ที่ตำบลบ้านศรีดิาง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ครอบครัวเป็นชาวบ้านต่างจังหวัดธรรมดา ๆ ชีวิตช่วงเด็กคือสูตรมาตรฐานยุคก่อน
- ช่วยงานบ้าน
- ทำไร่ทำสวน
- เรียนไปเท่าที่ฐานะจะไหว
แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ เด็กคนนี้ไม่ใช่แค่บ้าพลัง แต่ “บ้าชก” แบบจริงจัง ชอบต่อย ชอบลอง ชอบทดสอบแรงตัวเองตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และเหมือนหลายตำนานมวยไทย เส้นทางของเขาเริ่มจาก ค่ายมวยเล็ก ๆ แถวบ้านเกิด ก่อนจะค่อย ๆ ไต่เข้ามาสู่กรุงเทพฯ
จากมวยไทยบ้าน ๆ สู่ซูเปอร์สตาร์ลุมพินี
ก่อนจะไปดังในมวยสากล แสนศักดิ์คือ “ของโหด” ในเวทีมวยไทยมาก่อน เขาเริ่มชกในชื่ออื่นอย่าง “แสนแสบ เพชรเจริญ” และ “แสบทรวง เพชรเจริญ” ตระเวนต่อยตามเวทีมวยระดับภูมิภาค ก่อนจะเข้ามาแจ้งเกิดเต็มตัวบนเวทีใหญ่ในกรุงเทพฯ อย่างราชดำเนินและลุมพินี
สไตล์มวยไทยของเขาชัดมากว่าเป็นสาย มวยหมัด (มวยค้อน หรือมวยหมัดโหด)
- ยืนมาซ้ายถนัด (ซ้ายธรรมชาติ)
- หมัดซ้ายหนักและจัด
- โถมเข้าใส่แบบไม่เกรงใจหน้าใคร
คู่ชกระดับตำนานที่เคยผ่านการฟาดฟันกับแสนศักดิ์มีเพียบ เช่น พูด ลพบุรี (Poot Lorlek), วิชาญน้อย พรทวี, สีหมอก ลูกสิริภัท, ศิริชัย ลูกศิริภัท ฯลฯ หลายไฟต์จบแบบน็อกสวย ๆ ชนิดที่คนดูในยุคนั้นต้องจดชื่อเขาไว้ในลิสต์ “หมัดซ้ายต้องหนีให้ทัน”
ปี 2514 เขาคว้าเข็มขัด แชมป์ลุมพินีรุ่นซูเปอร์ไลต์เวต (140 ปอนด์) ด้วยการน็อกคู่ชกตั้งแต่ยกแรก กลายเป็นหลักไมล์ใหญ่ในสายมวยไทยของตัวเอง และในปี 2516 ยังได้รางวัลใหญ่จากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาไทยในฐานะ นักมวยไทยยอดเยี่ยมแห่งปี อีกด้วย เรียกว่าในโลกมวยไทย เขาไม่ได้เป็นแค่ชื่อผ่าน ๆ แต่เป็นตัวท็อปของรุ่นแบบเต็ม ๆ
“ซ้ายทลายโลก” ฉายาที่ไม่ได้เกิดจากการโปรโมตเล่น ๆ
แฟนมวยรุ่นหลังอาจคุ้นฉายาเขาในชื่อ “ซ้ายสีชมพู” หรือ “ซ้ายทลายโลก” (World Collapsing Southpaw) ฟังดูเว่อร์ ๆ เหมือนชื่อสกินในเกม แต่บอกเลยว่าฉายานี้ได้มาจากสนามจริง ไม่ใช่จากทีมการตลาด
- เขายืนมาซ้าย (Southpaw)
- หมัดทั้งตรงและฮุกซ้ายหนักมาก
- คู่ชกหลายคนไม่ทันได้รู้สึกว่าตัวเองพลาดตรงไหน แค่รู้ตัวอีกทีคือ “ลุกไม่ขึ้น”
สไตล์ของแสนศักดิ์คือ ซ้ายลูกทุ่ง แต่มีสมอง หมายถึงดูเถื่อน ดิบ ดุ โกยเข้าใส่ แต่จริง ๆ เขาอ่านเกมเก่งมาก รู้จังหวะว่าจะ “จับจังหวะบอมบ์” ตอนไหน เท้าก้าวไปพร้อมหมัด ไม่ใช่แค่เหวี่ยงมั่ว ๆ แล้วหวังให้เข้าเอง
ในยุค 70s หลายคนมองว่าเขาคือหนึ่งในหมัดซ้ายที่น่ากลัวที่สุดคนนึงของมวยไทยและมวยสากลฝั่งเอเชีย ใครอยู่ในรุ่น 140 ปอนด์แล้วต้องมาเจอซ้ายคนนี้ ถือว่าได้เจอวิชีกำปั้นระดับบอสไฟต์แน่นอน
ข้ามโหมดสู่มวยสากลอาชีพ: เข็มขัดโลกในไฟต์ที่ 3
ช่วงต้นยุค 70s หลังจากประสบความสำเร็จในมวยไทย แสนศักดิ์เริ่มถูกชักชวนให้มาลอง มวยสากลอาชีพ ซึ่งตอนนั้นเริ่มบูมในไทยอย่างต่อเนื่อง มีทั้งโผน กิ่งเพชร ชาติชาย เชี่ยวน้อย เปิดทางไว้แล้ว
เขาลงแข่งมวยสมัครเล่นในซีเกมส์ (สมัยนั้นเรียก SEAP Games) ปี 2516 ที่สิงคโปร์ และคว้าเหรียญทองด้วยการชนะ RSC (หมอห้ามต่อ) แทบทุกไฟต์ ยืนยันว่าพลังหมัดของเขาไม่ได้มีผลแค่ในกติกามวยไทยอย่างเดียว
จากนั้นปี 2517 เขาเซ็นเข้าสู่เส้นทางมวยสากลอาชีพเต็มตัว เปิดตัวในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2517 ด้วยการ ชนะน็อกยกแรก แบบสั้น กระชับ ได้ใจแฟนมวยทันที ไฟต์ที่สองก็ยังชนะ TKO ต่อเนื่อง จนทีมงานเริ่มคิดกันว่า
“คนนี้ไม่ใช่สายปั้นธรรมดา น่าจะไปถึงเข็มขัดโลกได้เลย”
แล้วก็ไม่ได้คิดเล่น ๆ เพราะ…
- วันที่ 15 กรกฎาคม 2518 แสนศักดิ์ขึ้นชกไฟต์ที่ 3
- เจอกับ เปริโก เฟร์นันเดซ (Perico Fernandez) แชมป์โลก WBC รุ่นซูเปอร์ไลต์เวต (140 ปอนด์) จากสเปน
- ผลคือแสนศักดิ์ชนะ TKO ในยกที่ 8 คว้าแชมป์โลก WBC ด้วยจำนวนไฟต์แค่ 3 ไฟต์
นี่คือสถิติ “ขึ้นครองแชมป์โลกในไฟต์ที่ 3 และใช้เวลาแค่ 241 วันหลังเปิดตัวอาชีพ” ซึ่งถูกกินเวลามาหลายสิบปี แม้ภายหลัง วาซิล โลมาเชนโก้ จะขึ้นมาเทียบด้วยแชมป์โลกไฟต์ที่ 3 เช่นกัน แต่ระยะเวลาหลังเปิดตัวอาชีพของแสนศักดิ์ยังเร็วกว่าอยู่ดี จนกินตำแหน่งใน Guinness World Records ไปเรียบร้อย
สถิติแชมป์โลกสองสมัย กับเกมยื้อเข็มขัดในยุคที่คู่ชกโหดทุกคน
หลังคว้าแชมป์โลกครั้งแรก แสนศักดิ์ต้องป้องกันตำแหน่งทันที เขาชนะป้องกันแชมป์ไฟต์แรกได้ แต่ในไฟต์ป้องกันครั้งต่อมา เขากลับต้องเสียเข็มขัดให้กับ มิเกล เบลาซเควซ (Miguel Velázquez) แชมป์โลกชาวสเปนอีกคน ด้วยการ “แพ้ฟาวล์” หรือแพ้เพราะถูกปรับแพ้ในยกที่ 5 เป็นดราม่าที่ทำเอาแฟนมวยไทยเซ็งกันทั้งประเทศ
แต่คนอย่างแสนศักดิ์ไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยผ่าน เขาได้รีแมตช์กับเบลาซเควซในวันที่ 29 ตุลาคม 2519 และครั้งนี้ไม่มีคำว่าฟาวล์ เขาจัดการน็อกเบลาซเควซใน ยกที่ 2 เอาเข็มขัดโลก WBC รุ่นซูเปอร์ไลต์เวตกลับมาได้อีกครั้ง กลายเป็นแชมป์โลกสองสมัยแบบสุดเดือด
จากนั้นเขาป้องกันแชมป์ต่อเนื่องรวมแล้ว 7 ครั้ง (ถ้านับรวมไฟต์ก่อนเสียเข็มขัดจะเท่ากับป้องกันสำเร็จ 8 ครั้ง) หนึ่งในไฟต์ที่ถูกพูดถึงมากคือการเจอกับ กัทส์ อิชิมัตสึ (Guts Ishimatsu) อดีตแชมป์โลก WBC รุ่นไลต์เวตชาวญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องหัวใจเกินร้อย แสนศักดิ์ใช้หมัดซ้ายและเกมบีบพื้นที่จนสามารถน็อกอีกฝ่ายในยกที่ 6 ได้อย่างสวยงาม กลายเป็นหนึ่งในไฟต์ประวัติศาสตร์ของเขา
เข็มขัดของเขาอยู่จนถึงปลายปี 2521 ก่อนที่จะแพ้น็อกให้กับ คิม ซังฮยอน (Sang-Hyun Kim) แชมป์ชาวเกาหลีใต้ในยกที่ 13 วันที่ 30 ธันวาคม 2521 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วง “ขาลง” บนเวทีมวยสากลของเขา
ตารางสรุปชีวิตและเส้นทางกำปั้นของแสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อจริง | บุญส่ง มั่นศรี |
| ชื่อในวงการ | แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ (Saensak Muangsurin) |
| วันเกิด | 13 สิงหาคม 2493 |
| บ้านเกิด | อ.เมืองเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์ ประเทศไทย |
| ฉายา | “ซ้ายทลายโลก” (World Collapsing Southpaw), “ซ้ายสีชมพู” |
| สไตล์การชก | มวยซ้าย สาย Muay Mat (มวยหมัด), เดินบด เน้นหมัดซ้ายหนัก |
| เกียรติยศมวยไทย | แชมป์ลุมพินีรุ่น 140 ปอนด์, นักมวยไทยยอดเยี่ยมแห่งปี 2516 จากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาวิกิพีเดีย+1 |
| เปิดตัวมวยสากลอาชีพ | 16 พฤศจิกายน 2517 – ชนะน็อกยก 1 |
| แชมป์โลก | แชมป์โลก WBC รุ่นซูเปอร์ไลต์เวต 2 สมัย (1975–1976, 1976–1978) |
| สถิติมวยสากล | ชก 20 ไฟต์ ชนะ 14 (น็อก 11) แพ้ 6 |
| วันเสียชีวิต | 16 เมษายน 2552 ที่โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร อายุ 58 ปี |
หมัดดุสไตล์ลูกทุ่ง: หยาบ แรง แต่โคตรฉลาด
คำว่า “หมัดดุสไตล์ลูกทุ่ง” ที่เราเอามาเป็นธีมของแสนศักดิ์ ไม่ได้แปลว่าเขาชกแบบมั่ว ๆ หวังดวงนะ แต่มันคือคาแรกเตอร์รวม ๆ ของเขาทั้งในและนอกเวที
- หน้าตาและบุคลิก : บ้าน ๆ ยิ้มง่าย พูดน้อย ไม่ได้เท่เนี้ยบแบบดารา
- สไตล์ในเวที : เดินลุย บี้ บด ขนาดคนดูยังรู้สึกได้ถึงแรงหมัดผ่านจอ
- รายละเอียดในเทคนิค : เขาใช้มวยไทยเป็นฐาน เข้า–ออกระยะเป็น ช่วงชกดี (สูงประมาณ 170 ซม. ในรุ่น 140 ปอนด์ถือว่าใช้ได้มาก) และรู้ว่าตอนไหนควรทุ่มซ้ายเต็มข้อ ตอนไหนควรเซฟเกม
ในเทปเก่า ๆ จะเห็นว่าเวลาเขาเดินเข้าใส่ เขาไม่ได้วิ่งพ突แบบบ้าเลือด แต่ค่อย ๆ ขยับเท้า ปรับมุม แล้วค่อย “วางซ้าย” ไปตามช่องว่าง ไม่ว่าจะเป็นหมัดตรงซ้าย ฮุกซ้าย หรืออัปเปอร์คัตซ้าย เรียกได้ว่าถ้าซ้ายผ่านการ์ดได้เมื่อไหร่ โอกาสจบไฟต์มีสูงมาก
นี่คือเหตุผลที่เขาถูกจัดอยู่ในลิสต์ “หมัดหนักที่สุดของมวยไทยและมวยสากลไทย” คนหนึ่งในยุคของเขา
ช่วงขาลง: ความพ่ายแพ้ การบาดเจ็บ และไฟต์กับ Thomas Hearns
หลังแพ้เข็มขัดให้คิม ซังฮยอน ชีวิตบนเวทีมวยสากลของแสนศักดิ์ก็เริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ เขาแพ้ต่อเนื่องในปี 2522 รวมถึงไฟต์ที่เจอกับ โธมัส เฮิร์นส์ (Thomas Hearns) ดาวรุ่งพุ่งแรงของสหรัฐอเมริกาในตอนนั้น ผลคือเขาแพ้น็อกในยกที่ 3 ที่ดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา ไฟต์นั้นยืนยันชัดว่าร่างกายและความไวของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แม้จะมีไฟต์กลับมาชนะในบ้านบ้างในช่วงปี 2523–2524 แต่ภาพรวมก็เริ่มชัดว่า หมดยุคที่เขาจะยืนเป็นบอสของรุ่นแล้ว ในที่สุดเขาก็แขวนนวมไปด้วยสถิติ 14–6 (น็อก 11) ทิ้งไว้เพียงเทปไฟต์ดุ ๆ และสถิติโลกคว้าแชมป์เร็วที่สุดที่ยังถูกพูดถึงทุกวันนี้
ชีวิตหลังเวที: จากซูเปอร์สตาร์สู่ชายธรรมดาที่ต้องสู้กับชีวิตจริง
ช่วงรุ่งเรือง แสนศักดิ์คือซูเปอร์สตาร์แบบเต็มคำ
- แต่งงานกับนางเอกดังยุคนั้น “ปริม ประภาภรณ์”
- มีเงินเก็บระดับหลักหลายล้าน–สิบล้านบาท
- มีทั้งชื่อเสียง งานโฆษณา งานโชว์ตัว
แต่หลังจากแขวนนวม ชีวิตกลับไม่ได้นุ่มเหมือนผ้าขนหนูในห้องแต่งตัวนักมวยอีกต่อไป
บาดแผลจากการชก โดยเฉพาะ ดวงตาขวา ทำให้เขาสายตาเสียอย่างหนัก จนในที่สุดตาขวาบอดสนิท ส่งผลกับการใช้ชีวิตประจำวันแบบจัง ๆ พอรายได้จากค่าตัวหมดลง แต่ค่าใช้จ่ายยังอยู่เหมือนเดิม แถมมีเรื่องการครอบครัวตามสไตล์ชีวิตคนดัง สุดท้ายข่าวระบุว่าเงินเก็บระดับสิบล้านของเขาถูกใช้ไปจนเกือบหมด เหลือเพียงเงินช่วยเหลือรายเดือนจาก WBC และองค์กรในไทยที่พยายามประคองชีวิตเขาไว้บ้าง
เขาต้องใช้ช่วงบั้นปลายชีวิตอย่างลำบากพอสมควร สุขภาพทรุดจากทั้งบาดแผลเก่า การดื่ม และสภาพเศรษฐกิจของตัวเอง จนปี 2552 เขาถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลราชวิถีจากอาการตับล้มเหลวและลำไส้อุดตัน ก่อนจะจากไปอย่างสงบในวันที่ 16 เมษายน 2552 อายุเพียง 58 ปี
ภาพมันเลยกลายเป็นคอนทราสต์ชัดเจนมาก
- จากเด็กบ้านนอกที่ใช้หมัดเปลี่ยนชีวิต
- กลายเป็นแชมป์โลกเร็วที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
- สุดท้ายต้องกลับมาเจอความจริงอันโหดของชีวิตหลังความดัง
รูปปั้น และการยกย่องในฐานะตำนาน
แม้ในชีวิตจริงช่วงท้ายจะลำบาก แต่หลังจากเขาจากไป คนในวงการมวยและแฟนมวยจำนวนมากก็พยายามไม่ให้ชื่อของเขาหายไปจากประวัติศาสตร์
มีการสร้าง รูปปั้นแสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ไว้ที่เพชรบูรณ์บ้านเกิด เพื่อให้คนรุ่นหลังรู้ว่า เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เคยให้กำเนิดแชมป์โลกสายหมัดโหดระดับโลกคนหนึ่งของไทย นอกจากนี้ ใน Hall of Fame ต่าง ๆ ของ WBC และวงการมวยไทย ยังมีชื่อของเขาปรากฏในฐานะ สองสมัยแชมป์โลก WBC รุ่นซูเปอร์ไลต์เวต อย่างเป็นทางการ
สำหรับสายมวยไทย แค่เห็นชื่อเขาในลิสต์ “ยอดนักมวย 100 กว่าคนตลอดกาล” ก็การันตีแล้วว่า แสนศักดิ์ไม่ใช่แค่ชื่อที่โผล่มาแว๊บ ๆ แล้วหายไป แต่เป็นคนที่ทิ้งร่องรอยไว้ทั้งในศาสตร์มวยไทยและวิชามวยหมัด
และในยุคที่เราดูมวยกันผ่านสตรีม ดูมวยเก่าผ่านยูทูบ แล้วบางคนก็ลามไปลุ้นกีฬาอื่น ๆ เป็นงานอดิเรก ทั้งเชียร์บอล เชียร์บาส หรือกดเข้าแพลตฟอร์มสายกีฬาอย่าง ยูฟ่าเบท เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการดูเกม สิ่งที่ควรจำไว้จากแสนศักดิ์ก็คือ ชีวิตจริงมันไม่ได้มีแต่ยกที่เราชนะ แต่มียกที่เราโดนน็อกด้วย และเราต้องคิดเผื่อให้ครบทุกยกของชีวิต
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์
ถาม: แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ขึ้นแชมป์โลกในไฟต์ที่เท่าไหร่ และสถิตินี้สำคัญยังไง?
ตอบ: เขาคว้าแชมป์โลก WBC รุ่นซูเปอร์ไลต์เวตได้ใน ไฟต์ที่ 3 ของการชกมวยสากลอาชีพ ด้วยการชนะ TKO เปริโก เฟร์นันเดซ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2518 สถิตินี้ถือเป็นการคว้าแชมป์โลกด้วยจำนวนไฟต์น้อยที่สุด และยังเป็นการใช้เวลาเพียง 241 วันหลังเปิดตัวอาชีพ ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังถูกบันทึกใน Guinness World Records ว่าเร็วที่สุดในแง่ระยะเวลา
ถาม: ทำไมถึงได้ฉายา “ซ้ายทลายโลก” หรือ “ซ้ายสีชมพู”?
ตอบ: เพราะเขายืนมาซ้ายและมีหมัดซ้ายที่แรงมาก ทั้งหมัดตรง ฮุก และอัปเปอร์คัต คู่ชกจำนวนมากแพ้น็อกให้เขาจากหมัดซ้ายเป็นหลัก สื่อและแฟนมวยยุคนั้นเลยตั้งฉายาให้ว่า “ซ้ายทลายโลก” หรือ “ซ้ายสีชมพู” เพื่อสื่อถึงความโหดของซ้ายข้างนี้ที่พร้อมจะทำให้โลกของคู่ชกล่มสลายทุกเมื่อ
ถาม: เส้นทางมวยไทยของแสนศักดิ์ก่อนมาชกสากลเป็นยังไง?
ตอบ: เขาเริ่มจากการชกมวยไทยตามเวทีต่างจังหวัด ใช้ชื่ออื่นหลายชื่อ ก่อนจะเข้ามาชื่อดังในกรุงเทพฯ บนเวทีลุมพินีและราชดำเนิน เคยคว้าแชมป์ลุมพินีรุ่น 140 ปอนด์ และได้รับรางวัล “นักมวยไทยยอดเยี่ยมแห่งปี 2516” จากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาไทย ถือเป็นตัวท็อปของมวยไทยรุ่นกลาง–ใหญ่ในยุคนั้นเลย
ถาม: หลังเลิกมวย แสนศักดิ์ใช้ชีวิตยังไง ทำไมถึงมีข่าวว่าลำบาก?
ตอบ: หลังเลิกมวย เขาประสบปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะตาขวาที่บอดจากการชก ทำให้การทำงานในชีวิตประจำวันลำบาก รายได้หลักจากค่าตัวและชื่อเสียงในอดีตค่อย ๆ หายไป มีรายงานว่าเงินเก็บที่เคยมีระดับสิบล้านบาทถูกใช้ไปจนหมด เหลือเพียงเงินช่วยเหลือรายเดือนจากองค์กรต่าง ๆ และต้องอยู่กับอาการป่วยหลายอย่างจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ถาม: สุดท้ายแล้วแสนศักดิ์เสียชีวิตจากสาเหตุอะไร และเมื่อไหร่?
ตอบ: เขาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถีในเดือนเมษายน 2552 ด้วยอาการตับล้มเหลวและลำไส้อุดตัน รวมถึงโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 16 เมษายน 2552 ด้วยวัย 58 ปี ปิดฉากตำนาน “ซ้ายทลายโลก” อย่างน่าเสียดาย
ถาม: ถ้าจะดูไฟต์ของแสนศักดิ์สักแมตช์ ควรเริ่มจากไฟต์ไหน?
ตอบ: ไฟต์ห้ามพลาดคือ
- ไฟต์ชิงแชมป์โลกกับ เปริโก เฟร์นันเดซ (ไฟต์ที่ 3 ในชีวิตมวยสากลของเขา)
- ไฟต์รีแมตช์กับมิเกล เบลาซเควซ ที่เขาทวงเข็มขัดคืนด้วยการน็อกในยกที่ 2
- และไฟต์ป้องกันแชมป์กับ กัทส์ อิชิมัตสึ เพราะเห็นทั้งพลังหมัดและการวางเกมอย่างชัดเจน ใครชอบสไตล์ไฟเตอร์ดุ ๆ แต่มีชั้นเชิง ไฟต์เหล่านี้คือบทเรียนชั้นดีเลย
บทเรียนจาก: หมัด ชีวิต และความจริงที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
เรื่องของ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์: หมัดดุสไตล์ลูกทุ่ง กับเส้นทางแชมป์โลกที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเกินกว่าจะเล่าแค่ในมุมของ “ฮีโร่กีฬา” เพราะถ้ามองให้ครบทุกด้าน เราจะเห็นทั้ง
- พลังของความพยายาม ที่เปลี่ยนเด็กบ้าน ๆ ในเพชรบูรณ์ให้กลายเป็นแชมป์โลกที่สร้างสถิติโลก
- ความโหดของอาชีพ ที่ใช้ร่างกายเข้าแลก จนดวงตาเสีย สุขภาพพัง และชีวิตหลังเวทีไม่ได้สวยหรูเหมือนตอนชูเข็มขัด
- ความจริงของชื่อเสียงและเงินทอง ที่ถ้าไม่มีการจัดการที่ดี ก็หมดได้จริง ต่อให้เคยมีหลักสิบล้านก็ตาม
มันทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า เวลาเราเชียร์มวย เชียร์บอล ดูกีฬาหรือแม้แต่ลุ้นเกมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปดูออปชันใน ทางเข้า UFABET ล่าสุด หรือกิจกรรมลุ้นอะไรสักอย่าง เราเห็นแค่ “จังหวะมันส์ ๆ” หรือเรามองทะลุไปถึง “ราคาที่คนบนเวทีต้องจ่าย” ด้วย
เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตมันไม่ใช่สังเวียนที่โรยด้วยดอกไม้ มีทั้งเหงื่อ เลือด น้ำตา และบางครั้งก็มีความเงียบเหงาหลังไฟสปอร์ตไลต์ดับหมดแล้วด้วย
ถ้าเรื่องของแสนศักดิ์จะสอนอะไรเราได้สักอย่าง เราว่ามันคือสิ่งนี้
ใช้ความกล้าให้เต็มที่เวลาเดินขึ้นเวทีของชีวิต
แต่ก็อย่าลืมเตรียมเส้นทางลงจากเวทีให้ตัวเองด้วยเสมอ
ไม่ว่าเราจะเป็นคนเชียร์อยู่ข้างล่าง หรือคนที่กำลังเดินขึ้นสังเวียนของตัวเองอยู่ตอนนี้ ขอให้จำชื่อ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์: หมัดดุสไตล์ลูกทุ่ง กับเส้นทางแชมป์โลกที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไว้เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และเป็นกระจกสะท้อนให้เราวางหมัด วางชีวิต และวางอนาคตของตัวเองอย่างมีสติในทุกยกของชีวิต ❤️🥊