ถ้าพูดถึงตระกูล “แกแล็คซี่” แฟนมวยส่วนใหญ่จะนึกถึงเขาทรายเป็นชื่อแรก แต่ในประวัติศาสตร์กำปั้นไทย ยังมีอีกหนึ่งคนที่ทั้งเก่ง ทั้งดุ และทั้งมีเรื่องเล่าชีวิตเข้มข้นไม่แพ้กัน นั่นคือ “เขาค้อ แกแล็คซี่: ฝาแฝดแชมป์โลก และเส้นทางที่ไม่เคยอยู่ในเงาใคร” ชายผู้คว้าแชมป์โลก WBA รุ่นแบนตัมเวตได้ถึงสองสมัย ทั้งที่เริ่มช้ากว่าน้อง และต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่ภายใต้คำว่า “ฝาแฝดของเขาทราย” แต่สุดท้ายก็สร้างลายเซ็นของตัวเองให้คนทั้งวงการยอมรับ

ในยุคที่แฟนมวยไทยเฝ้าหน้าจอทีวีทุกครั้งที่มีไฟต์แชมป์โลก ใครขึ้นชกแทบทั้งบ้านทั้งบางต้องเงียบ ฟีลเดียวกับนัดชิงบอลโลกสมัยนี้เลย แถมเดี๋ยวนี้พอปิดทีวีจากมวย หลายคนยังต่ออารมณ์ความมันไปกับโลกออนไลน์ ทั้งเชียร์กีฬา เกม หรือความบันเทิงแนวลุ้นกันสนุก ๆ ใครอยากเปลี่ยนจากเชียร์เฉย ๆ มาเป็นคนลุ้นเองบ้าง ก็มีทางเลือกอย่างการกดเข้าไปดูโปรโมชันที่ สมัคร UFABET กันได้ แต่จำไว้ก่อนเลยว่า “หมัดจะลุยได้ การเงินต้องไม่เละ” เล่นเอามันพอประมาณ พอให้ชีวิตมีรสชาติ ไม่ใช่มีรอยแผลในบัญชีอย่างเดียว 😄
เขาค้อ vs เขาทราย: ฝาแฝดที่เกิดมาพร้อมกัน แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนกัน
ก่อนจะลงลึกในตัว เขาค้อ แกแล็คซี่ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขาไม่ได้เกิดมาคนเดียว เขามีฝาแฝดที่ทั้งประเทศรู้จักดีในชื่อ เขาทราย แกแล็คซี่ สองคนนี้เกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ บ้านเกิดเดียวกัน โตมาด้วยกัน ซ้อมมวยด้วยกัน เรียนเทคนิคเพชรบูรณ์ด้วยกัน แต่ในสายตาคนดู “ชื่อของเขาทราย” มักจะกลบทุกอย่าง เพราะน้องชายคนนี้ถือเข็มขัด WBA รุ่นซูเปอร์ฟลายเวตยาวนาน ป้องกันแชมป์ได้ 19 ครั้ง และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในหมัดหนักที่สุดของยุค
ส่วนเขาค้อเอง ชื่อจริงคือ พิรชัย แสนคำ (ช่วงหนึ่งใช้ชื่อ สุโรจน์ / วิโรจน์ แสนคำ ตามยุคและช่วงชีวิต) เกิดวันที่ 15 พฤษภาคม 2499 ที่เพชรบูรณ์เช่นเดียวกันกับน้องฝาแฝด จุดที่น่าสนใจคือ แม้ทางกายภาพจะเป็นฝาแฝด แต่ “ความเป็นพี่น้อง” ในมุมมองสังคมไทยยุคก่อนกลับไม่ได้ดูแค่ลำดับเวลาเกิด แต่ยังมีความเชื่อเรื่องดวง เรื่องลำดับวิญญาณ ทำให้เขาค้อถูกมองว่าเป็น “พี่” ของเขาทรายในเชิงความเชื่อดั้งเดิมด้วย
ฟังแค่นี้ก็เริ่มเห็นภาพแล้วว่า เส้นทางชีวิตของเขาค้อไม่ได้ง่ายเลย
- ต้องเป็นทั้ง พี่ชาย
- เป็นทั้ง คู่ซ้อม
- เป็นทั้ง ฝาแฝดของซูเปอร์สตาร์
และยังต้องเป็นตัวเองในเวลาเดียวกัน ไม่ให้หายไปจากเรื่องเล่าของโลกมวย
เด็กต่างจังหวัดที่ชอบชกตั้งแต่ยังตัวเล็ก: วัยเด็กบ้านชะเลียง–เพชรบูรณ์
เขาค้อและเขาทรายเติบโตที่บ้านชะเลียงหลับ ตำบลนาผา อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ชีวิตวัยเด็กไม่ได้สบายอะไรเป็นพิเศษ บ้านเป็นครอบครัวชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ แต่สิ่งที่ทั้งบ้านเห็นตั้งแต่เด็กคือ “สองคนนี้ชอบชก ชอบต่อย ชอบลองของกับเพื่อนบ้าน” แบบไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่พลังล้นเกิน
พ่อแม่ของพี่น้องแกแล็คซี่มองออกว่า ถ้าจะให้ลูกทั้งสองคนเดินทางไปในทางที่ปลอดภัยกว่า “ต่อยตีตามถนน” ก็คือจับเข้าสู่เวทีมวยอย่างถูกทาง นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่คนในบ้านลงทุนซื้อถุงมือมวยไทยอันแรกให้ และพาไปฝากกับครูมวยในพื้นที่อย่าง อาจารย์ประการ วรศิริ และ อาจารย์มานะ เหล่าประดิษฐ์ ให้ช่วยดูแลและสอนพื้นฐานให้ทั้งคู่
เด็กสองคนที่เหมือนกันแทบทุกอย่างทั้งใบหน้า รูปร่าง และท่าทาง กลายเป็น “คู่ฝึก” ชั้นดีให้กันและกัน ถ้าใครเคยซ้อมกีฬาอะไรกับพี่น้องจะรู้เลยว่า มันจะมีโหมด “จริงจังแบบไม่เกรงใจ” อยู่เสมอ เพราะต่อให้ต่อยกันแรงไปหน่อย เดี๋ยวตอนเย็นก็ยังต้องกินข้าวหม้อเดียวกันอยู่ดี
จากเวทีมวยไทยบ้าน ๆ สู่การเดินสายทั่วจังหวัด
ก่อนจะมาเป็นนักมวยสากลอาชีพ เขาค้อเริ่มต้นจาก มวยไทย มาก่อน เขาใช้ชื่อบนเวทีว่า เด่นจ๋า เมืองศรีเทพ ส่วนเขาทรายใช้ชื่อว่า ดาวเด่น เมืองศรีเทพ สังเกตชื่อดูจะรู้ว่า “ออกแบบมาเป็นคู่กัน” ตั้งใจให้เป็นแพ็กคู่ฝาแฝดที่เวลาโปรโมตในโปสเตอร์ต้องอ่านแล้ว “ว้าว” แน่ ๆ
ทั้งคู่เดินสายชกมวยไทยในเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียง เจอทั้งเวทีงานวัด สนามชั่วคราว ลานกว้างหน้าตลาด ไปจนถึงเวทีที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาค้อเริ่มชกก่อน และบางครั้งก็ถึงขั้นใช้ “ชื่อของน้องชาย” ไปขึ้นเวทีแทนในช่วงแรก ๆ ด้วย เพราะโปรโมเตอร์เรียกชื่อที่คุ้นหูหรือจำง่าย นี่คือช่วงเวลาที่คำว่า “ตัวจริงคือใคร” ยังเบลอ ๆ อยู่ในสายตาคนดู แต่สำหรับคนในบ้าน นี่คือ “พี่น้องที่ช่วยกันแบกครอบครัว” ล้วน ๆ
พอเริ่มชนะบ่อย มีชื่อเสียงในพื้นที่ ก็เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ คือน้ำหนักของคำว่า
“จะอยู่แค่เวทีบ้าน ๆ หรือจะลองไปไกลกว่านั้น?”
ก้าวแรกสู่กรุงเทพฯ: จากมวยไทยสู่การปั้นเป็นมวยสากลอาชีพ
เส้นทางของสองพี่น้องเปลี่ยนไปอย่างจริงจังเมื่อได้เจอกับ นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์ (Niwat Lhawsuwanwat) ผู้จัดการและโปรโมเตอร์ที่มองเห็นศักยภาพของพวกเขา ทั้งคู่จึงถูกพาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้าสู่ระบบการซ้อมแบบมืออาชีพ และค่อย ๆ ขยับจากเวทีมวยไทยไปสู่ มวยสากลอาชีพ ซึ่งตอนนั้นกำลังเติบโตมากในไทย
เขาค้อในช่วงนั้นเคยห่างจากเวทีไปหลายปี ไม่ได้คิดจะกลับมาชก ไม่ว่าจะมวยไทยหรือมวยสากล แต่เพราะได้ซ้อมกับน้องชายอย่างเขาทรายในฐานะคู่ซ้อม จนโปรโมเตอร์เห็นว่า “คนนี้ไม่ใช่แค่คู่ซ้อมธรรมดานะ มีของ” เลยเริ่มชวนให้ลองหันมาชกสากลแบบจริงจัง และตั้งเป้าแบบชัด ๆ ว่า
“อยากให้ฝาแฝดคู่นี้กลายเป็นฝาแฝดคู่แรกของโลกที่ได้แชมป์โลกมวยสากลทั้งคู่”
เขาค้อเลยเริ่มต้นใหม่ในฐานะมวยสากลอาชีพ ใช้ชื่อ “เขาค้อ แกแล็คซี่” ซึ่งตั้งตามสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง เขาค้อ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ และแบรนด์ “แกแล็คซี่” ที่ผูกกับค่ายและภาพลักษณ์ของตระกูลนี้ทั้งคู่
จากไฟต์เปิดตัวสู่เข็มขัดแชมป์ประเทศไทย: สถิติสวยจนคนเริ่มจำชื่อได้
เขาค้อขึ้นชกมวยสากลอาชีพครั้งแรกในปี 1985 (พ.ศ. 2528) และเดินหน้าชนะรวดแบบไม่เสียฟอร์ม ตัวเลขชนะต่อเนื่องทำให้ชื่อ “เขาค้อ แกแล็คซี่” เริ่มถูกพูดถึงในวงการอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ “พี่ของเขาทราย” อีกต่อไป
ไม่กี่ไฟต์หลังจากเปิดตัว เขาค้อสามารถคว้า แชมป์ประเทศไทยรุ่นแบนตัมเวต (118 ปอนด์) ได้ในปี 2529 ด้วยการเอาชนะนักชกไทยสายเก๋าอย่าง กวางทองน้อย ศิษย์อำนวย และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็รักษาฟอร์มการชกได้อย่างดุดัน
ถ้าดูจากสถิติรวมตลอดอาชีพ เขาค้อขึ้นชกทั้งหมด 26 ไฟต์
- ชนะ 24
- แพ้เพียง 2
- ชนะน็อกถึง 18–19 ครั้ง (แล้วแต่สถิติที่อ้างอิง)
ตัวเลขพวกนี้ไม่ธรรมดาเลยสำหรับนักชกที่หลายคนมองว่า “ดังช้ากว่าน้อง” และยังต้องปีนขึ้นมาสู่ระดับโลกในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น
“หมัดซ้าย เทคนิคจัดจ้าน” สไตล์ของเขาค้อที่ต่างจากเขาทรายแบบคนละขั้ว
แม้จะเป็นฝาแฝด แต่สไตล์การชกของเขาค้อกับเขาทรายแทบจะอยู่กันคนละฝั่งเลย
- เขาทราย : หมัดหนัก เดินหน้าไม่เกรงใจใคร สไตล์ “นักล่า” ของแท้ หมัดขวา–ซ้ายพร้อมปิดไฟคู่ชกตลอดเวลา
- เขาค้อ : แม้จะหมัดหนักเช่นกัน แต่เน้น เทคนิคและจังหวะ มากกว่า เป็นคนชกแบบอ่านเกม รอจังหวะสวน ใช้การป้องกันและฟุตเวิร์กควบคู่กันไป
ถ้าเปรียบเป็นเกมต่อสู้ เขาทรายคือสาย “แทงค์สายดาเมจ” ที่เดินเข้าหาอย่างเดียว ส่วนเขาค้อจะเป็นสาย “เทคนิค คอมโบเนียน” ที่ใช้ความแม่นยำและจังหวะมากกว่า brute force
เขาค้อเองเคยยอมรับตรง ๆ ว่า ตัวเขา “ขี้เกียจซ้อมมากกว่าน้อง” ด้วยซ้ำ ในขณะที่เขาทรายจะมาวิ่ง ซ้อม เป้าหนัก เป้าต่อเนื่องตามโปรแกรมไม่มีตก เขาค้อกลับแอบเนือยกว่า ซึ่งในระยะยาวก็กลายเป็นข้อความเตือนใจเขาเองเหมือนกัน ว่าพรสวรรค์อย่างเดียวไม่พอ ถ้าพรแสวงไม่ทำงานร่วมด้วย
ไฟต์ชิงแชมป์โลกครั้งแรก: พิชิต Wilfredo Vazquez คว้าเข็มขัด WBA แบนตัมเวต
จุดพีกที่สุดของเขาค้อครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 2531 เขาขึ้นชกกับ วิลเฟรโด้ วาสเกวซ (Wilfredo Vázquez) นักชกเปอร์โตริโกฝีมือจัด เพื่อชิงแชมป์โลก WBA รุ่นแบนตัมเวต ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก
ในไฟต์นั้น เขาค้อไม่ได้เป็นต่อชัดเจน เพราะวาสเกวซเองก็มีชื่อเสียงและประสบการณ์สูง แต่ด้วยสไตล์การชกที่ฉลาด เขาค้อใช้ทั้งจังหวะหมัด การ์ด และการอ่านเกม จนสามารถเอาชนะคะแนนแบบเฉียด ๆ ด้วยการตัดสินแบบแบ่งฝ่าย (Split Decision) คว้าเข็มขัด WBA มาเชยชมสำเร็จ
ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนตัว แต่ยังทำให้ “พี่น้องแกแล็คซี่” กลายเป็น
ฝาแฝดคู่แรกในประวัติศาสตร์โลกมวย ที่คว้าแชมป์โลกได้ทั้งคู่
เขาทรายถือเข็มขัด WBA รุ่นซูเปอร์ฟลายเวต
เขาค้อถือเข็มขัด WBA รุ่นแบนตัมเวต
บ้านเพชรบูรณ์ในเวลานั้นคงลั่นทั้งจังหวัด คนต่างจังหวัดสองคนที่โตมาจากมวยไทยงานวัด ขึ้นมาถึงจุดที่โลกมวยทั้งโลกต้องหันมามอง
เสียแชมป์อย่างน่าเสียดาย และภารกิจทวงเข็มขัดคืน
แต่โลกของมวยไม่มีคำว่าอยู่ยาวโดยไม่ทำอะไรเลย หลังจากได้แชมป์โลกไม่นาน เขาค้อก็ต้องป้องกันแชมป์กับ มูน ซัง-กิล (Sung-Kil Moon) นักชกเกาหลีใต้ที่ทั้งดุดันและอันตรายจัด
ผลคือ เขาค้อแพ้ไปด้วยการตัดสินทางเทคนิค (Technical Decision) ในยกที่ 6 จากการปะทะหัวกันจนแตก แล้วกรรมการต้องยุติการชก คะแนนในตอนนั้นเขาตามหลังอยู่ ทำให้เสียแชมป์ไปในไฟต์ป้องกันครั้งแรก ถือเป็นความพ่ายแพ้ที่ทั้งน่าเจ็บใจและน่าเสียดายพร้อม ๆ กัน
อย่างไรก็ตาม เขาค้อไม่ได้จมอยู่กับความแพ้นาน เขากลับมาปรับตัว ชนะรวดอีกหลายไฟต์ จนได้สิทธิ์รีแมตช์กับมูน ซัง-กิล อีกครั้งในวันที่ 9 กรกฎาคม 2532 และครั้งนี้ เขาค้อจัดการวางแผนการชกแบบเนียนกริบ คุมเกมได้อยู่หมัด ชนะแบบเอกฉันท์ทั้งสามเสียง ทวงเข็มขัด WBA คืนมาอย่างสวยงาม
ไฟต์นี้หลายคนยกให้เป็น “คลาสเรียนมวย” ของจริง เพราะเห็นชัดว่าการแก้เกมจากไฟต์แรกไปไฟต์สอง เขาค้อเปลี่ยนหลายอย่าง ทั้งเรื่องจังหวะเดิน การป้องกัน และความนิ่งทางจิตใจ
โศกนาทีในไฟต์กับ Luisito Espinosa และ “โรควูบ” ที่ทั้งประเทศถามหาคำตอบ
แต่เข็มขัดสมัยที่สองกลับอยู่กับเขาค้อได้ไม่นานเช่นกัน ในวันที่ 18 ตุลาคม 2532 เขาต้องป้องกันตำแหน่งกับ หลุยซิโต้ เอสปินอซา (Luisito Espinosa) นักชกฟิลิปปินส์ที่หมัดจัดจ้านมาก
สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะกลายเป็นตำนานเล่าขานในวงการมวยไทย เขาค้อโดนหมัดซ้ายเกี่ยวเต็ม ๆ ช่วงยกแรก ตอนแรกดูเหมือนจะยังพอไหว แต่ประมาณ 20 วินาทีถัดมา เขากลับ “วูบ” ล้มลงไปเองแบบไม่มีหมัดตามซ้ำ จนคนดูทั่วประเทศตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ บางกระแสบอกว่าเป็น “โรควูบ” จากการลดน้ำหนักหนักเกินไป บางเสียงก็แอบไปไกลถึงเรื่องไสยศาสตร์ หรือถูกของจากใครบางคน
แต่เวลาผ่านไป เขาค้อก็ออกมาพูดตรง ๆ ว่า ไม่มีของ ไม่มีมนต์ดำอะไรทั้งนั้น แค่
- ลดน้ำหนักโหดเกินไป
- เครียดจากการเตรียมไฟต์
- ร่างกายไม่รับสภาพ
หมัดที่โดนจึงกลายเป็นตัวจุดชนวนให้ร่างกายปิดสวิตช์ตัวเองในวินาทีนั้น
ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นเป็นเหมือน “ประตูปิดฉาก” เส้นทางบนเวทีมวยสากลของเขาค้อ เพราะหลังจากนั้นเขาตัดสินใจแขวนนวมทันที ปิดสถิติอาชีพที่ 24–2 แบบสวยแต่เจ็บ
ตารางสรุปข้อมูลสำคัญของเขาค้อ แกแล็คซี่
เพื่อให้เห็นภาพชีวิตและเส้นทางกำปั้นของ เขาค้อ แกแล็คซี่ ชัดขึ้น เราสรุปข้อมูลสำคัญไว้ในตารางนี้
| หัวข้อ | ข้อมูลของเขาค้อ แกแล็คซี่ |
|---|---|
| ชื่อจริง | พิรชัย แสนคำ (เคยใช้ชื่อ สุโรจน์ / วิโรจน์ แสนคำ ในบางช่วง) |
| ชื่อบนเวทีมวยไทย | เด่นจ๋า เมืองศรีเทพ |
| ชื่อบนเวทีมวยสากล | เขาค้อ แกแล็คซี่ (Khaokor Galaxy) |
| วันเกิด | 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 |
| บ้านเกิด | จังหวัดเพชรบูรณ์ ประเทศไทย |
| รุ่นน้ำหนัก | แบนตัมเวต (118 ปอนด์) |
| สถิติอาชีพ | ชนะ 24 แพ้ 2 ชนะน็อก 18–19 ครั้ง รวม 26 ไฟต์ |
| แชมป์โลก | แชมป์โลก WBA รุ่นแบนตัมเวต 2 สมัย (1988, 1989) |
| แชมป์ระดับชาติ | แชมป์ประเทศไทยรุ่นแบนตัมเวต (1986) |
| เริ่มชกสากลอาชีพ | ปี 1985 |
| ปีแขวนนวม | ปี 1989 หลังแพ้ Luisito Espinosa |
อยู่ใต้เงาแสงจ้าของเขาทราย แต่ไม่เคยยอมให้ตัวเองหายไป
หนึ่งในประเด็นที่แฟนมวยชอบพูดถึงเวลาพูดถึงเขาค้อคือคำว่า
“อยู่ในเงาของเขาทรายไหม?”
เพราะน้องฝาแฝดอย่างเขาทรายนั้นคือซูเปอร์สตาร์ตัวจริง เสียงเชียร์ดังทั่วประเทศ ยืนค้ำบัลลังก์ซูเปอร์ฟลายเวต WBA ได้นานหลายปี ป้องกันได้ 19 ครั้ง และถูกยกให้เป็นหนึ่งในยอดมวยโลกตลอดกาลของรุ่น แต่ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่า
- เขาทรายคือ สายบู๊ หมัดหนัก ระเบิดพลังเต็มแม็กซ์
- เขาค้อคือ สายเทคนิค ช่างคิด จังหวะคม มีสมองในทุกหมัด
คือคนละ mood กันชัด ๆ เหมือนดูหนังคนละแนว คนหนึ่งคือหนังแอ็กชันยิงกันระเบิดภูเขาเผากระท่อม อีกคนคือหนังสืบสวนวางแผนที่ต้องดูรายละเอียดของแต่ละฉาก ไม่ได้ตื่นเต้นจากเสียงระเบิด แต่ตื่นเต้นจากการค่อย ๆ ปูเกม
เขาค้อเองก็เคยพูดว่า เขารู้ตัวดีว่าคนจะจำชื่อน้องมากกว่า นั่นเลยยิ่งทำให้เขาอยาก “สร้างตัวตน” ให้คนเห็นว่า เขาค้อก็เก่งพอในเส้นทางของตัวเอง ไม่ใช่แค่พี่ชายของแชมป์โลก
ไฟต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะรีแมตช์กับมูน ซัง-กิล จึงเหมือนเป็น “statement” สำคัญ ว่าเขาไม่ได้มาที่จุดนี้เพราะนามสกุลแกแล็คซี่อย่างเดียว แต่เพราะความสามารถจริง ๆ
จากเวทีสู่ชีวิตจริง: อุบัติเหตุ รถคว่ำ และการตัดสินใจลาจากสังเวียน
หลังแขวนนวมได้ไม่นาน ชีวิตของเขาค้อก็ไม่ได้สงบอย่างที่คิด เขาประสบอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำขณะเดินทางกลับจากงานที่เพชรบูรณ์ รถคันนั้นคนขับคือเขาทราย ส่วนเขาค้อได้รับบาดเจ็บหนักต้องเข้า ICU อยู่หลายสัปดาห์ ในขณะที่เขาทรายเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
อุบัติเหตุครั้งนั้นเหมือนสัญญาณชัด ๆ จากชีวิตว่า
“พอกับบนเวทีเถอะ”
เขาค้อเลยตัดสินใจวางมือจากมวยอย่างจริงจัง หันไปโฟกัสเรื่องอื่นในชีวิตแทน แม้ในใจลึก ๆ จะยังรักมวยอยู่เต็มหัวใจ แต่ร่างกายและโชคชะตาเหมือนบอกว่าถึงเวลาพักแล้ว
ธุรกิจ ชีวิตนอกเวที และรสขมที่ชื่อว่า “หมดตัว”
เหมือนกับนักมวยหลายคนที่ดังมากในยุคหนึ่ง พอมีเงินเยอะ มีชื่อเสียง เขาค้อก็ลองหันไปทำธุรกิจหลายอย่าง ทั้ง
- สนุกเกอร์คลับ
- ขายอุปกรณ์เสริมติดหลังคารถ
- ร้านอาหารในกรุงเทพฯ
- งานด้านบันเทิง เล่นหนังทุนต่ำ “ข้าชื่อ…มหิงสา” ฯลฯ
แต่ธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บวกกับนิสัยส่วนตัวที่เจ้าตัวเคยเล่าว่า “ใช้เงินเก่ง ดูแลแฟนเก่ง แต่ดูแลบัญชีไม่เก่ง” สุดท้ายเขาเคยถึงขั้น หมดตัว แล้วต้องเริ่มชีวิตใหม่หลายรอบ
อย่างไรก็ตาม ด้วยชื่อเสียงและความสามารถ เขายังได้รับโอกาสกลับเข้าสู่วงการมวยในอีกมุมหนึ่ง นั่นคือการเป็น ครูมวย / เทรนเนอร์ ให้กับนักมวยรุ่นใหม่ หนึ่งในนั้นคือ ศิริพร ทวีสุข แชมป์โลกหญิงคนแรก ๆ ของไทย ซึ่งเขาค้อก็ได้ใช้ประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตบนเวทีและนอกเวที มาช่วยวางพื้นฐานให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้
บทเรียนเรื่อง “เงิน วินัย และชีวิตหลังดัง” ที่เขาค้อยอมเล่าให้ฟัง
สิ่งที่ทำให้หลายคนรักเขาค้อนอกจากเรื่องบนเวที คือความจริงใจเวลาพูดถึงอดีตของตัวเอง เขาเคยพูดในรายการทีวีว่าตัวเองเคย “หมดตัวเพราะใช้เงินไม่คิด” ทั้งจากการเลี้ยงเพื่อน เลี้ยงแฟน และการตัดสินใจทำธุรกิจโดยไม่ได้ศึกษาลึกพอ
พูดง่าย ๆ คือ ตอนหนุ่ม ๆ เขาเป็นคนที่ ใจถึงกับคนอื่นมากกว่าใจถึงกับอนาคตตัวเอง
แต่พอเวลาผ่านไป เขาค้อนำเรื่องเหล่านี้มาเล่าแบบไม่ปิดบัง เพื่อเตือนคนรุ่นหลัง ทั้งนักมวย และคนทั่วไปว่า
- ช่วงเวลาที่เงินไหลเข้ามาเยอะที่สุด คือช่วงเวลาที่เรามีโอกาสใช้ผิดทางมากที่สุด
- ความหล่อเท่บนเวทีอยู่ไม่นาน แต่หนี้กับภาระถ้าเผลอเซ็นชื่อผิดจังหวะอยู่ได้เป็นสิบปี
- การมีชื่อเสียง ไม่ได้แปลว่าทุกธุรกิจที่จับจะปัง
ตรงนี้แหละที่ทำให้ชื่อเขาค้อกลายเป็น “หนังสือเรียนเล่มจริง” ของชีวิตนักกีฬา ที่ไม่ได้จบบทที่ “ยกมือแชมป์” แต่ต่อด้วยบทที่ “แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
เขาค้อ แกแล็คซี่ กับมรดกที่ทิ้งไว้ให้วงการมวยไทย
ถึงวันนี้ ต่อให้คุณจะจำสถิติไฟต์ของเขาค้อไม่ได้ครบทุกไฟต์ จำชื่อคู่ชกไม่ได้หมดทุกคน แต่สองสิ่งที่มักถูกพูดถึงเสมอคือ
- เขาค้อคือหนึ่งในนักชกแบนตัมเวตที่ “สถิติสวยมาก” ของไทย ชนะ 24 แพ้ 2 ชนะน็อกเกือบ 80%
- เขาค้อคืออีกครึ่งหนึ่งของตำนานฝาแฝดที่ทำให้โลกมวยต้องหันมามองเพชรบูรณ์
ทุกวันนี้เวลาใครพูดถึงเขาทราย ชื่อของเขาค้อมักจะถูกตามมาด้วยเสมอ ในฐานะ
- คนที่ช่วยซ้อม ช่วยปั้น ช่วยดัน
- คนที่แบกรับความคาดหวังของคำว่า “พี่ชายฝาแฝด”
- คนที่ขึ้นไปยืนบนเวทีโลกได้ด้วยสองหมัดของตัวเอง ไม่ได้ขี่หลังชื่อเสียงของใคร
และสำหรับแฟนมวยยุคใหม่ที่เสพกีฬาไปพร้อม ๆ กับโลกออนไลน์ จะเชียร์มวย ดูบอล เล่นเกม หรือขยับไปลุ้นอะไรสนุก ๆ เพิ่มเติมอย่างการเข้าไปดูตัวเลือกที่ ทางเข้า UFABET ล่าสุด ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในยุคนี้ ขอแค่ให้มองเรื่อง “การจัดการความเสี่ยง” ให้จริงจังกว่าตอนเลือกมุมกล้องเซลฟี่นิดนึง แค่นั้นก็พอ 😅
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเขาค้อ แกแล็คซี่
ถาม: เขาค้อ แกแล็คซี่ เป็นแชมป์โลกกี่สมัย และในรุ่นอะไร?
ตอบ: เขาค้อเป็นแชมป์โลก WBA รุ่นแบนตัมเวต (118 ปอนด์) ทั้งหมด 2 สมัย โดยได้แชมป์ครั้งแรกจากการชนะคะแนน Wilfredo Vázquez ในปี 1988 และทวงแชมป์คืนจาก Sung-Kil Moon ในปี 1989
ถาม: เขาค้อกับเขาทราย ใครเป็นพี่ ใครเป็นน้องกันแน่?
ตอบ: ทางชีวภาพทั้งคู่เป็นฝาแฝดที่เกิดวันเดียวกัน แต่ด้วยความเชื่อแบบไทย ๆ ในยุคนั้นทำให้เขาค้อมักถูกมองว่าเป็น “พี่” ส่วนเขาทรายเป็น “น้อง” แม้จะมีรายละเอียดเรื่องลำดับเวลาคลอดที่สลับไปมาระหว่างแหล่งข้อมูล แต่ภาพจำของคนไทยก็คือ “เขาค้อเป็นพี่ เขาทรายเป็นน้อง”
ถาม: ทำไมมักมีคนพูดว่าเขาค้ออยู่ในเงาของเขาทราย?
ตอบ: เพราะเขาทรายคือซูเปอร์สตาร์ที่ครองแชมป์โลกนาน ป้องกันได้หลายครั้ง และถูกสื่อพูดถึงบ่อยมาก ทำให้ชื่อของเขาทรายดังไปทั่วโลก ในขณะที่เขาค้อมีช่วงเวลาสั้นกว่า แถมเสียแชมป์เร็วทั้งสองสมัย คนเลยมักจะจำชื่อเขาทรายก่อน แต่ในมุมของคนดูที่ตามจริง ๆ จะรู้ว่าเขาค้อมีสไตล์และความเก่งเฉพาะตัวที่ไม่ได้น้อยไปกว่ากัน เพียงแค่ spotlight ส่องไปที่น้องมากกว่าก็เท่านั้น
ถาม: สไตล์การชกของเขาค้อ ต่างจากเขาทรายยังไง?
ตอบ: เขาทรายคือสายบู๊ หมัดหนัก เดินชนไม่กลัวใคร เน้นบีบพื้นที่คู่ชกและกดดันอย่างต่อเนื่อง ส่วนเขาค้อจะเน้นใช้สมองและจังหวะ อ่านเกม ดักสวน ใช้เทคนิคในการหลบหมัดและเลือกแลกในจังหวะที่ตัวเองได้เปรียบ จึงมักถูกมองว่าเป็น “สายเทคนิค” ของคู่แฝดคู่นี้
ถาม: ทำไมเขาค้อจึงตัดสินใจแขวนนวมเร็ว?
ตอบ: หลังแพ้ Luisito Espinosa แบบ “วูบ” ในไฟต์ป้องกันแชมป์ เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ตอบสนองเหมือนเดิม บวกกับอุบัติเหตุทางรถยนต์หลังจากนั้นที่ทำให้เขาต้องเข้าห้อง ICU เป็นเวลานาน ทำให้เขาตัดสินใจว่าควรหยุดเสี่ยงกับชีวิตบนเวที และหันไปเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตนอกสังเวียนแทน
ถาม: หลังเลิกมวย เขาค้อทำอะไรบ้าง?
ตอบ: เขาค้อทำหลายอย่างมาก ทั้งเปิดสนุกเกอร์คลับ ทำธุรกิจร้านอาหาร ขายอุปกรณ์รถยนต์ รับงานแสดงหนังทุนต่ำ รวมถึงทำงานราชการด้านสันทนาการในเพชรบูรณ์ และที่สำคัญคือการเป็นครูมวยให้กับนักชกรุ่นใหม่ โดยเฉพาะศิริพร ทวีสุข แชมป์โลกหญิงของไทย ในช่วงหนึ่งเขาเคยถึงขั้นหมดตัว แต่สุดท้ายก็ยังกลับมายืนได้ด้วยการทำงานในหลากหลายสายงาน
ถาม: มรดกสำคัญที่เขาค้อฝากไว้ให้วงการมวยไทยคืออะไร?
ตอบ: นอกจากการเป็นแชมป์โลก 2 สมัยและเป็นหนึ่งในฝาแฝดแชมป์โลกคู่แรกของโลกมวยแล้ว มรดกสำคัญของเขาค้อคือ “บทเรียนชีวิต” ตั้งแต่การไม่ยอมแพ้แม้ถูกมองว่าอยู่ใต้เงาของน้อง การพยายามสร้างตัวเองบนเวทีโลกด้วยสไตล์เฉพาะตัว และการกล้าพูดถึงความผิดพลาดด้านการเงินและการตัดสินใจของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้คนรุ่นหลังใช้เป็นบทเรียนไม่ให้เดินพลาดในจุดเดิม
เส้นทางของ “เขาค้อ แกแล็คซี่” แชมป์โลกที่เลือกยืนด้วยสองเท้าของตัวเอง
เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งชีวิตของ เขาค้อ แกแล็คซี่ เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ
- ฝาแฝด
- แชมป์โลก
- สถิติชนะกี่ไฟต์ แพ้กี่ไฟต์
แต่มันคือเรื่องของคน ๆ หนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตภายใต้คำว่า “เป็นพี่ของซูเปอร์สตาร์” มาตลอด แต่ก็ยังเลือกจะสู้เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเพียงเงาของใคร เขาค้อเผชิญทั้งความสำเร็จแบบสุดขีด ทั้งการชูมือกลางไฟสปอร์ตไลต์ในฐานะแชมป์โลก และความล้มเหลวแบบสุดแรง ทั้งอุบัติเหตุ หมดตัว และต้องเริ่มต้นใหม่
เราว่าความงามของเรื่องนี้อยู่ตรงที่…เขาค้อไม่เคยปฏิเสธอดีตของตัวเอง ไม่เคยบอกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือความผิดของคนอื่น เขาเลือกใช้ประสบการณ์แต่ละบท ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ มาเล่าให้คนรุ่นหลังฟังอย่างจริงใจ เพื่อไม่ให้ใครต้องเดินชนกำแพงแบบเดียวกันอีก
ในโลกทุกวันนี้ที่คนเรามี “สังเวียน” ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ร้านค้าออนไลน์ สนามกีฬา หรือแม้แต่หน้าเว็บที่เราเข้าไปลุ้นอะไรสนุก ๆ อย่างการเลือกใช้บริการจาก ยูฟ่าเบท เพื่อเพิ่มสีสันให้ชีวิต สิ่งที่เราน่าจะเรียนจาก เขาค้อ แกแล็คซี่: ฝาแฝดแชมป์โลก และเส้นทางที่ไม่เคยอยู่ในเงาใคร ก็คือ
เราอาจจะไม่ได้เลือกได้เสมอว่าจะเกิดมาเป็นใคร แต่เราเลือกได้เสมอว่าจะ “ยืนอยู่ตรงไหน” และจะไม่ยอมให้ตัวเองหายไปในเงาของใครทั้งนั้น
ไม่ว่าบนเวทีจริง หรือบนสังเวียนชีวิตของเราเอง ❤️🥊